หน้าหลัก l เกี่ยวกับเรา l  บ้านพัก l  อาหารสุขภาพ l  กิจกรรม l โปรแกรมสุขภาพ l  สมาชิก l คลังภาพ l ปฏิทินกิจกรรม l  ติดต่อเรา
คุณรู้จักการแพทย์ทางเลือก – การแพทย์องค์รวมดีแค่ไหน
      เรื่องจริงที่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าตลอดช่วงระยะเวลา 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางความเจริญของเทคโนโลยีแห่งโลกอุตสาหกรรม และการสื่อสาร ล้วนเป็นตัวผลักดันให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมมีความสลับซับซ้อน และเต็มไปด้วยมลพิษมากยิ่งขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ แบบแผนการดำเนินชีวิต และภาวะสุขภาพ ของคนในสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งมีผลงานทางวิชาการหลายฉบับแสดงเนื้อหาออกมาตรงกันว่าในปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิตของประชากรจาก โรคไม่ติดต่อเพิ่มมากขึ้น เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด อุบัติเหตุ โรคเบาหวาน และโรคโลหิตจาง รวมถึงโรคติดต่อร้ายแรง อย่างโรคเอดส์ ตลอดจนภาวะความเครียด ปัญหาสุขภาพจิต และโรคจากปัญหาอาชีวอนามัย และอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีโรคหัวใจ และโรคมะเร็งอยู่ในสาเหตุการป่วยและการตายในอันดับต้นๆ
      ซึ่งหากเรามองปัญหาดังกล่าวข้างต้นต่างกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และขีดความสามารถในการดูแล ป้องกันและจัดการกับปัญหาในด้านสุขภาพ พลานามัยของตนเองแบบที่ผ่านมา ณ เวลานี้จึงอาจถือได้ว่า เป็นโอกาสที่ การแพทย์และศาสตร์สุขภาพทางเลือก(Alternative Medicine) จะเป็นอีกหนึ่งทางออกในการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน

การแพทย์ทางเลือก – การแพทย์องค์รวมคืออะไร
      การแพทย์ทางเลือก(Alternative Medicine) หมายถึงศาสตร์เพื่อการวินิจฉัย รักษาและป้องกันโรค ที่นอกเหนือไปจากศาสตร์ การแพทย์แผนปัจจุบัน (Bio-medicine) การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทย(Indigenous or Thai Traditional medicine) ฉะนั้น การแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine)จึงไม่ใช่การแพทย์กระแสหลัก (Conventional medicine) ซึ่งหากมีการนำ การแพทย์ทางเลือกมาใช้เพื่อ “เสริม” การแพทย์กระแสหลัก เราจะเรียกว่า การแพทย์เสริม (Complementary Medicine) หรือหากใช้การแพทย์ทางเลือก “ร่วมกับ” การแพทย์กระแสหลัก จะเรียกว่า การแพทย์แบบผสมผสาน (Integrative medicine)
      นอกจากนี้การนำการแพทย์ที่หลายหลากดังกล่าวข้างต้น (ไม่ว่าจะเป็นกระแสหลัก แผนไทย หรือทางเลือก ) มาใช้ร่วมกัน เพื่อการดูแลผู้ป่วยทั้งตัว (ไม่ใช่รักษาเฉพาะโรคหรืออวัยวะ เพียงอย่างเดียว) กล่าวคือต้องดูแลองค์ประกอบทั้งหมดของชีวิตด้วยจะเรียกว่า การแพทย์แบบองค์รวม (Holistic Medicine) เพราะในแง่ของความเป็นชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ และสิ่งแวดล้อมนี้ หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตสูญเสียหน้าที่ไป ก็จะส่งผลต่อองค์ประกอบอื่นๆ ที่เหลือ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันชีวิตและองค์ประกอบของชีวิตแต่ละด้านต่างก็มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับสรรพสิ่งที่แวดล้อมอยู่เหมือนกัน และแม้ว่าองค์รวมของชีวิตจะมีส่วนย่อยๆ หลายอย่างมาประกอบรวมกันก็ตาม แต่ในความเป็นองค์รวมนี้ก็จะมีคุณสมบัติใหม่ ที่ส่วนประกอบย่อย ๆ แต่ละส่วนดังกล่าวไม่มี
      การแพทย์แบบองค์รวมจึงถือว่า พลังแห่งการบำบัดตนเองตามธรรมชาติ คือ หัวใจของการเยียวยา และฟื้นฟูร่างกาย ดังนั้นหลักการพื้นฐานของการบำบัดรักษา จึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถดึงพลังชีวิตซึ่งเป็นพลังบำบัดตามธรรมชาติในตัวผู้ป่วยออกมาใช้ประโยชน์ได้ การแพทย์แบบองค์รวมจึงเชื่อว่า ผู้ป่วยคือผู้ที่จะรักษาตนเองได้อย่างแท้จริง ยาหรือสิ่งอื่นๆเป็นเพียงส่วนประกอบที่จะช่วยเหลือเท่านั้น
      ฉะนั้นขั้นตอนแรกของกระบวนการบำบัดรักษาคือคนไข้ต้องมีความเชื่อมั่นในพลังบำบัดของตนเองที่มีอยู่ตามธรรมชาติ “หมอ” หรือผู้ให้การรักษาจะเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ หรือให้กำลังใจเท่านั้น ฉะนั้นการทำเข้าใจในเรื่องของสุขภาพอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คนไข้ต้องทำให้เกิดขึ้นเสียก่อน การบำบัดรักษาจึงจะสัมฤทธิ์ผล
      เพราะสุขภาพแบบองค์รวมมิได้หมายถึงแต่เฉพาะเทคนิคการดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการปรับวิถีชีวิต พฤติกรรมสุขภาพ อาหารการกิน โดยมุ่งเน้นไปที่การให้คุณค่าต่อวิถีการดำรงชีวิต และให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ และการเสริมสร้างความรับผิดชอบหรือวินัยในการที่จะดูแล ส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณของตนเองให้เป็นไปอย่างปกติสมบูรณ์ มีความสุข อยู่ในภาวะที่สมดุล และมีความสอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมโยง และเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมทั้งในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน ซึ่งในบางครั้งก็อาจต้องมีการพึ่งพาเทคโนโลยีบ้าง แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม กล่าวคือควรหลีกเลี่ยงเครื่องมือที่มีความซับซ้อน เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ร่างกายเกิดการเสริมสร้างและพัฒนาที่จะบำบัดตัวเอง มากกว่าการที่จะยินยอมใช้ยาหรือสารเคมีแปลกปลอมเข้ามารุกรานร่างกายมากเกินความจำเป็น
ระบบการแพทย์และการบำบัดทางเลือกแต่ละแบบล้วนมีจุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ในตัว แต่ในส่วนที่เรียกว่าเป็นจุดแข็งและจุดอ่อนนี้ บางครั้ง หรือบางโอกาสก็กลับกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยไขปัญหา หรือสนองตอบความต้องการในบางด้านที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต ที่การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่สามารถสนองตอบให้ได้ การแสวงหาวิถีบำบัดแนวแพทย์ทางเลือกและสุขภาพองค์รวมจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายกระบวนทัศน์และจินตนาการของคนรุ่นใหม่ทั้งในแง่ของชีวิต และสุขภาพ


ดนตรีบำบัด
      ในอดีตก่อนที่มนุษยชาติจะได้รู้จักกับสุนทรียภาพแห่งดนตรี ณ เวลานั้นหาได้มีเครื่องดนตรี บทเพลง หรือท่าทางร่ายรำเพื่อสร้างความบันเทิงดังเช่นสมัยนี้ไม่ แต่ศาสตร์แห่งการรักษาโรคด้วยดนตรีนี้กลับถูกสืบทอดมายาวนานกว่า 800 ปี โดยมีต้นกำเนิดมาจากพิธีกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นั่นคือการสวดมนต์ของพระสงฆ์
      มาถึงยุคปัจจุบัน เมื่อเอ่ยถึงดนตรีบำบัด หลายท่านคงเข้าใจว่าเป็นการเปิดเพลงบรรเลงเพราะๆ เบาๆ ฟัง เพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย โดยมีผลงานวิจัยทางการแพทย์ออกมายืนยันมากมายว่าเสียงดนตรีสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด และเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่างๆ ได้ แต่นั่นเป็นเพียงพื้นฐานของการใช้ดนตรี และผลที่ได้รับก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของความมหัศจรรย์ทั้งหมดที่เสียงดนตรีจะสามารถมอบให้แก่สุขภาพของมนุษย์ได้เท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะเสียงดนตรีที่จะใช้ในการบำบัดโรคได้นั้นจะต้องเป็นเสียงดนตรีที่ได้รับการกำหนดบันไดเสียง และปรับคลื่นเสียงให้มีแรงสั่นสะเทือนในระดับที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ โดยที่ผู้ฝึกไม่ต้องจำท่าทางในการฝึกแต่อย่างใด การฟังดนตรีบำบัดจึงมิได้ใช้หู เป็นอวัยวะในการรับเสียงเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น แต่กล้ามเนื้อทั่วร่างกายของเราจะเข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังเสียงดนตรีนี้ด้วย และหากจะเปรียบดนตรีชุดนี้ว่าเป็นยาดีตัวหนึ่ง ซึ่งยาดีตัวนี้จะใช้รับประทาน หรือฟังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการฝึกปฏิบัติร่วมไปด้วยจึงจะเห็นผลของการรักษา
      กับคำถามที่หลายท่านสงสัยว่าเสียงดนตรี สามารถบำบัดอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของคนเราได้อย่างไร
      คำตอบก็คือ เพราะในขณะที่เรากำลังฝึกดนตรีบำบัดอยู่นี้ร่างกายของเราจะเกิดองค์ประกอบสามประการที่คล้ายกับการนอนหลับ นั่นก็คือจิตสงบ ร่างกายผ่อนคลาย และหายใจเป็นระเบียบ ซึ่งในเวลาดังกล่าวนี้เองเป็นช่วงเวลาที่สนามแม่เหล็กจากจักรวาลจะสามารถไหลผ่านเข้ามาในร่างกายได้โดยสะดวก กอปรกับได้รับแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงดนตรีที่จะช่วยกระตุ้นให้ นิวคลีโอไทด์ที่อยู่ในเซลล์ ผลิตกระแสไฟฟ้าสนามแม่เหล็กออกมาช่วยจัดเรียงโมเลกุลที่ไม่เป็นระเบียบให้กลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง นอกจากนี้พลังไฟฟ้าสนามแม่เหล็ก จะวิ่งตรงไปรักษาจุดที่บกพร่องในร่างกายให้ ผู้ฝึกสำแดงท่าทางต่างๆ ออกมา ซึ่งท่าทางต่างๆ นี้จะช่วยบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ฝึกให้หายเป็นปกติและเกิดสุขภาพที่ดีตามมานั่นเอง ทั้งนี้มีข้อแม้อยู่ว่าดนตรีนี้สามารถบำบัดรักษาได้เฉพาะโรคที่มิได้เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น

อาจารย์ ศุภชัย จารุสมบูรณ์ (รูป) ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ดนตรีบำบัด ตรีลัญจร และมนตราบำบัด
“โรคร้ายของคนเมืองโดยส่วนใหญ่นั้นเกิดจากตัวเราเอง เช่น ความเครียด วิตกกังวล เศร้า เป็นต้น ดนตรีบำบัด
เป็นศาสตร์การใช้เสียงดนตรีที่ได้รับการแต่งบันไดเสียงเพื่อการบำบัดโรคโดยเฉพาะ เช่น โรคหัวใจ , อ้วน , กระเพาะ ,
ความดันโลหิตสูง , นอนไม่หลับ ฯลฯ มาผสมผสานกับการทำสมาธิโดยการผ่อนคลายร่ายกาย เพื่อเป็นการปรับสมดุล
ให้กับสุขภาพภายในของคุณ ศาสตร์ดนตรีบำบัดเน้นการบำบัดบัดโรคจากภายในสู่ภายนอก" แล้วท่านจะพบกับความมหัศจรรย์ ดนตรีบำบัดโรคได้อย่างดีเยี่ยมจริง ๆ "

ตีลัญจกร
      ในยุคปัจจุบัน เรามักจะพบว่าผู้คนส่วนมากจะเกิดอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย ด้วยโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อโรค หากแต่เป็นความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดจากจิตใจ เช่นความเครียด ความวิตกกังวล ตลอดจนการมีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ผิดไปจากธรรมชาติ และไม่ส่งเสริมต่อการมีสุขภาพดี เช่นขาดการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แม้แต่การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จนร่างกายเกิดความไม่สมดุล เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา
      จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า มือของมนุษย์ มีความสัมพันธ์กับพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติ การประสานมือหรือ ทำตีลัญจกรจึงเปรียบเสมือนการเหนี่ยวนำเอาพลังงานจากธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย โดยอาศัยนิ้วมือทั้ง 5 ที่ทำหน้าที่ต่างเสาอากาศ เพื่อรับเอาพลังงานจากธรรมชาติและคลื่นแรงสั่นสะเทือนที่ได้รับอิทธิพลจากดวงดาวต่าง ๆ ในระบสุริยจักรวาล มาช่วยปรับ และเปลี่ยนถ่ายพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ภายในร่างกาย ให้เกิดการไหลเวียนเคลื่อนไปตามเส้นลมปราณ เพื่อปรับปรุงธาตุทั้ง 5 ตลอดจนอารมณ์และจิตวิญญาณให้กลับคืนสู่ความสมดุล ตีลัญจกร ฝ่ามืออรหันต์ หัตถเวชศาสตร์ จึงเป็นเวชศาสตร์ที่เน้นการบริหารมือ เพื่อป้องกันและบำบัดโรค โดยปราศจากผลข้างเคียง หรืออาการแทรกซ้อนเช่นการใช้ยา

การนวดเพื่อสุขภาพ
      การนวดเป็นสิ่งแรกที่มนุษย์เรานำมาใช้เพื่อการบำบัดรักษาอาการปวด ต่อมาภายหลังจึงพบว่าการนวดยังมีประโยชน์ในแง่ของการรักษาโรคบางชนิด หรือใช้การนวดเพื่อเสริมการรักษา ตลอดจนการนวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพ
      โดยมีผู้ให้ความหมายของการนวดว่า เป็นการใช้มืออย่างมีสติและสัมปชัญญะ เพื่อกระทำบนร่างกายโดยมีวัตถุประสงค์ในการบำบัด
      การนวดแผนไทยนับเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดมาช้านาน ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งจุดเริ่มต้นน่าจะมาจากสายใยความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่มีการพึ่งพาช่วยเหลือกันเมื่อมีอาการปวดเมื่อย ฟกช้ำ ด้วยการสัมผัสจับต้อง หรือกดจุดที่มีอาการ เช่น สามีภรรยานวดให้กัน ลูกนวดให้บิดามารดา หลานนวดให้ปู่ย่าตายาย จนเกิดความชำนาญแล้วค่อยขยายการช่วยเหลือไปยังเพื่อนบ้าน จนในที่สุดก็สามารถยึดเป็นอาชีพหมอนวดนั่นเอง
      การนวดแผนไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ การนวดแบบเชลยศักดิ์ และการนวดแบบราชสำนัก ซึ่งความแตกต่างของการนวดทั้ง 2 แบบนี้อยู่ตรงที่ การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่หมอนวดสามารถใช้อวัยวะอื่นนอกจากมือเช่นข้อศอก ท่อนแขน ส้นเท้า มาช่วยในการนวดได้ และท่าทางในการนวดก็มีหลายรูปแบบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การบีบหรือกดจุดที่ปวดเมื่อยเท่านั้น ส่วนการนวดแบบราชสำนัก หรือการนวดอายุรเวท (แพทย์แผนไทยประยุกต์) เป็นการนวดที่ใช้ในพระราชวัง ดังนั้นท่าต่างๆจึงต้องสุภาพ หมอนวดจึงมักนวดโดยใช้นิ้วมือกดลงบนร่างกายเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินไปนั่นเอง

ประโยชน์ของการนวด
1. การนวดทำให้มีการเคลื่อนไหวของใยกล้ามเนื้อ ช่วยยืดเนื้อเยื่อที่ยึดติดกันอยู่ให้ลดความตึงตัวลง ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาการ
   ปวดเมื่อยก็จะหายไป
2. การนวดช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองในร่างกายดีขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าการนวดเป็นการพาเลือดใหม่ไปไล่
  ของเสียออกจากบริเวณที่มีปัญหา ซึ่งการกดเบาๆ บริเวณผิวหนังจะเพิ่มการไหลเวียนของเลือดเฉพาะบริเวณที่จุดนั้น แต่ถ้าลงน้ำหนัก
  ในการนวดให้แรงมากขึ้นก็จะช่วยเพิ่มการไหลของเลือดดำโดยเฉพาะในระดับตื้น และยังส่งผลสืบเนื่องให้มีการไหลเวียนของเลือด
  แดงเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สำหรับระบบน้ำเหลืองพบว่าการนวดสามารถเพิ่มการไหลของน้ำเหลืองในร่างกายได้ 7-10 เท่า นอกจากนี้
  การนวดในระดับลึกยังมีผลต่อพังผืดและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอีกด้วย จึงสามารถช่วยแก้ไขการจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อ หรืออาการข้อ
  ยึดติดที่ไม่รุนแรง และแผลเป็นได้
3. การนวดช่วยขจัดของเสียที่คั่งค้างอยู่ในกล้ามเนื้อ จึงสามารถช่วยป้องกันอาการปวดเมื่อยหลังการออกกำลังกาย ทำงาน หรือเล่นกีฬา
  ได้
4. การนวดช่วยให้กล้ามเนื้อคงรูปได้สัดส่วน ผิวหนังเต่งตึงไม่ห่อเหี่ยว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานของผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่บน
  เตียงเป็นเวลานานๆ ก็สามารถใช้การนวดทดแทนการออกกำลังกายได้
5. การนวดช่วยกระตุ้นอวัยวะภายในให้ทำงานได้ดีขึ้น เช่นการย่อยอาหาร การขับถ่าย
6. การนวดสามารถกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารแห่งความสุข (endorphins) ออกมาช่วยให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ลดความเคร่งเครียด และ
  ความ วิตกกังวล ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถให้ผลต่อเนื่องไปในแง่ของการช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคได้อีกด้วย
7. การนวดสามารถช่วยลดความเจ็บปวด และเพิ่มความทนทานในการเผชิญกับอาการเจ็บปวดได้ดีขึ้น
8. การนวดช่วยให้หลับสบาย

และแม้ว่าการนวดจะมีคุณประโยชน์อยู่มาก แต่การจะไปร้องขอให้ใครสักคนช่วยนวดให้ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ เพราะในเรื่องนี้คณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานและกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทนวดไทย ได้กำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทนวดไทยไว้ 3 ระดับ ได้แก่
ระดับ 1 สามารถนวดผ่อนคลาย และรู้ข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวด
ระดับ 2 สามารถนวดผ่อนคลาย นวดเท้าเพื่อสุขภาพ และบรรเทาอาการปวดโดยทั่วไปได้ 10 โรค และรู้ข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวด ซึ่งโรคทั่วไป 10 โรคก็คืออาการปวดศีรษะ และปวดระบบกล้ามเนื้อข้อต่อกระดูกตามส่วนต่างๆของร่างกาย
ระดับ 3 สามารถนวดรักษาโรค และสามารถวินิจฉัยโรคตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย รู้ข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวด โดยแบ่งความรุนแรงและความสามารถในการรักษาออกเป็น 3 กลุ่มโรค คือ
      ก. กลุ่มที่รักษาแล้วหายขาด คือกลุ่มโรคที่การนวดไทยสามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคทางระบบกล้ามเนื้อกระดูก
         เช่น myofascial pain syndrome, frozen shoulder, neck sprain, back sprain
      ข. กลุ่มที่รักษาเพื่อบรรเทาอาการ คือกลุ่มโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือทำให้อาการทุเลา
         ลงได้ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น ปวดข้อต่างๆเรื้อรัง (โดยปกติการนวดจะเน้นไปยังอวัยวะรอบๆข้อ ซึ่งในการปวด
         ข้อเรื้อรังอวัยวะเหล่านี้มักจะมีปัญหาที่เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวด) สมรรถภาพทางเพศชายหย่อน เป็นต้น
      ค. กลุ่มที่นวดเพื่อป้องกันหรือแก้ไขโรคแทรกซ้อน คือโรคที่ค่อนข้างรุนแรง อาการมาก โอกาสดีขึ้นมีน้อย แต่มักจะเกิดโรคแทรก
         ซ้อนอื่นตามมาอีก กลุ่มโรคนี้ ได้แก่ Parkinson’s disease, hemiparesis / hemiplegia, paraparesis/paraplegia, cerebral palsy
         การนวดทำให้อาการเกร็งลดลง และการดัดดึงช่วยป้องกันข้อติด

ฉะนั้นเพื่อความมั่นใจก็อย่าลืมที่จะขอดูใบอนุญาต หรือประกาศนียบัตรรับรองคุณวุฒิ และประสบการณ์ของหมอนวดก่อนที่จะรับบริการ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง จากอาการไม่พึงประสงค์ที่จะตามมาหลังการนวด
ซึ่งสาเหตุอาจมาจากผู้ให้บริการหรือตัวผู้รับบริการเองก็ได้ เช่น
1. ผู้ให้บริการขาดความชำนาญ หรือไม่ได้รับการอบรมฝึกฝนมาในวิธีการนวดนั้นๆ
2. ผู้ให้บริการไม่ทราบแน่ชัดหรือไม่ได้ซักประวัติว่าผู้รับบริการมีอาการอื่นๆมาก่อนหรือไม่
3. ผู้ให้บริการไม่ยอมลดน้ำหนักลงแม้ว่าผู้รับบริการจะแจ้งว่าเจ็บเกินทน
4. ผู้รับบริการความวิตกกังวล ทำให้ร่างกายไม่ผ่อนคลายขณะนวด
5. การมาผู้บริการนวดเป็นครั้งแรกและไม่ได้รับการบอกรายละเอียดหรือขั้นตอนในการนวดเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมขณะนวด เช่น หากมีอาการเจ็บในระดับที่เกินจะทนไหว ให้รีบแจ้งผู้ให้บริการทราบทันทีเพื่อลดแรงลง
6. ผู้รับบริการมีโรคหรือความผิดปกติแล้วมิได้แจ้งผู้ให้บริการนวดทราบ

ข้อห้าม/ข้อควรระวังสำหรับการนวดทั่วไป
ข้อห้ามและข้อควรระวังที่ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ นวดควรทราบ โดยผู้ให้บริการอาจจะซักถามก่อนให้บริการ หรือผู้รับบริการแจ้งให้ผู้นวดทราบก่อนรับบริการก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย ภาวะแทรกซ้อน หรืออาการไม่พึงประสงค์นั่นเอง ได้แก่
1. การเพิ่งได้รับบาดเจ็บและมีเลือดออกใหม่ๆ เพราะการนวดอาจทำให้มีเลือดออกซ้ำในบริเวณนั้นได้
2. บริเวณที่มีความผิดปกติของระบบหลอดเลือด
3. ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งรวมถึงการได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
4. บริเวณผิวหนังที่มีรอยโรคและยังไม่หายสนิทดี เพราะอาจทำให้เกิดแผลแยกหรือติดเชื้อได้
5. บริเวณที่มีการติดเชื้อ เพราะอาจจะทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อโรค
6. บริเวณที่มีการอักเสบ เพราะการนวดจะทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น
7. มีกระดูกหักและยังไม่ติดประสานกันดี การนวดแรงเกินไปอาจเป็นเหตุให้มีการหักซ้ำได้
8. บริเวณที่เป็นมะเร็ง อาจกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งอาจจะกระจายไปยังอวัยวะอื่นได้
9. บริเวณที่เปลี่ยนข้อต่อ ควรทำด้วยความระมัดระวัง และผู้นวดต้องรู้การเคลื่อนไหวในองศาที่จะทำได้เป็นอย่างดี
10. มีไข้มากกว่าหรือเท่ากับ 38.5 องศาเซลเซียส
11. ผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือในการนวด
12. ห้ามนวดขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุราหรือยาเสพติด
13. ผู้นวดไม่ควรตั้งตนเองเป็นหมอและทำการวิจัยโรคต่างๆ หรือคำแนะนำบอกให้กินยาต่างๆ โดยไม่รู้จริง เมื่อเห็นว่ามีโรคหรือมีอาการเจ็บป่วยควรแนะนำให้คำปรึกษาให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
14. ไม่ควรนวดในเวลาหิวมาก อิ่มมาก เหนื่อยมาก ง่วงมาก ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ
15. ไม่ควรนวดในขณะที่จิตใจอยู่อยู่ในสภาพไม่ปรกติ เช่น มีความหงุดหงิดเคียดแค้นใจ เพราะจะส่งความรู้ไม่รู้สึกไม่ดีไปที่ผู้รับการนวด
16. สำหรับสตรีมีครรภ์นั้นควรนวดด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ควรให้อยู่ท่านอนคว่ำหรือท่าที่ท้องจะถูกบีบหรือกด

ข้อห้าม/ข้อควรระวังสำหรับการนวดเชลยศักดิ์
เนื่องจากการนวดเชลยศักดิ์มีท่าทางเฉพาะที่อาจเกิดอันตรายได้ คือมีการดัดกระดูกสันหลัง การลงน้ำหนักโดยใช้แรงค่อนข้างมาก เช่น ใช้ศอก เท้า ช่วยในการนวดดังนั้นนอกจากจึงต้องมีข้อห้ามข้อควรระวังเพิ่มจากที่กล่าวมาข้างต้น ได้แก่
1. กระดูกพรุนรุนแรง ผู้ป่วยมักมีประวัติล้มแล้วกระดูกหัก หรือต้องกินยารักษากระดูกพรุนอยู่ ถ้านวดแรงเกินไปผู้ป่วยก็มีโอกาสที่กระดูกหักได้ง่าย
2. โรคมะเร็งของกระดูก ซึ่งทำให้กระดูกมีความเปราะบางคล้ายโรคกระดูกพรุน
3. มีการติดเชื้อในกระดูก
4. มีเนื้องอกที่กระดูก
5. โรคทางระบบประสาทโดยเฉพาะไขสันหลังที่ยังมีอาการชัดเจน และแย่ลงเรื่อยๆ
6. เนื้องอกไขสันหลัง
7. เส้นประสาทไขสันหลังถูกกดทับจากสาเหตุต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ กระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังหักยุบตัว เป็นต้น เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายซ้ำซ้อนหนักขึ้นไปได้
8. ข้อต่อหลวม เช่น ผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ หญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ข้อหลุดหรือเคลื่อนได้
9. โรคข้อรูมาตอยด์ เพราะข้อต่อของผู้ป่วยจะค่อนข้างแข็ง ขาดความยืดหยุ่น และเปราะ การดัดแรงๆ ก็อาจทำให้กระดูกหักได้
10. โรคกระดูกสันหลังแข็งเหมือนลำไม้ไผ่ กระดูกสันหลังจะแข็ง แต่เปราะ จึงหักได้ง่าย
11. ผู้ที่ยังไม่ได้รับการประเมินและตรวจร่างกายอย่างเพียงพอ เพราะบางโรคข้างต้นอาจจะยังไม่แสดงอาการ และผู้ป่วยเองก็ไม่รู้ตัวมาก่อน ซึ่งมีหลายกรณีที่สามารถตรวจเจอได้ก่อนที่จะนวด ช่วยให้สามารถระมัดระวังได้ขณะทำการนวด
12. ผู้นวดที่ประสบการณ์ยังน้อย


นวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า
การนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า นับเป็นเวลากว่า 3,000 ปีมาแล้ว ชาวจีนเชื่อว่าฝ่าเท้าเปรียบเสมือนกระจกส่องสุขภาพและปัจจุบันการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า (Reflexology) ที่ได้รับการยอมรับว่า สามารถใช้รักษาหรือช่วยการรักษาโรคต่าง ๆ อย่างได้ผล เพื่อปรับการทำงานของอวัยวะให้สู่สภาพสมดุลตามปกติ นอกจากจะนวดกระตุ้นเพื่อรักษาโรคแล้ว ยังจะช่วยทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้น และประโยชน์ที่ว่านอกจากจะบำบัดโรคภัยแล้วยังส่งผลถึงเรื่องความสวยความงามได้อีกด้วย

พลังชี่กง

ชี่กง เป็นวิชาที่มีมาแต่โบราณกาลนานนับพันปีของชาวจีน ซึ่งเป็นกระบวนการควบคุมกิจกรรมต่างๆ ของสรีระร่างกาย (Physiological activity) ของมนุษย์อย่างมีสติสัมปชัญญะ โดยผ่านการบริหารเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ผ่อนคลาย เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ โดยทำไปพร้อมๆ กับการหายใจอย่างถูกวิธี และสิ่งสำคัญคือ การบริหารจิต โดยผู้ฝึกต้องมีสมาธิ มีจิตใจที่แน่วแน่ และจดจ่ออยู่ในอวัยวะที่เคลื่อนไหว และเมื่อไรก็ตามที่ผู้ฝึกสามารถควบคุมทั้ง 3 ส่วนนี้ ให้สามารถสอดประสานทำงานร่วมกันได้ ก็จะเกิดพลังชนิดหนึ่งขึ้นมาบังเกิดปรากฏให้ผู้ฝึกสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งพลังที่ได้นี้จะเรียกว่าพลังชี่ พลังชีวิต หรือพลังลมปราณก็ได้ ซึ่งพลังที่ได้จากการฝึกชี่กงนี้ เป็นพลังที่มีระบบระเบียบ และมีกระแสคลื่นพลังอันมหาศาล หากผู้ฝึกสามารถฝึกจิตของตนให้คิดแต่สิ่งที่เป็นกุศล มีเมตตา หรือคิดเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์อยู่เป็นประจำ พลังลมปราณที่ได้จากการฝึกชี่กงนี้ก็จะส่งผลดีต่อระบบต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ระดับเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะภายใน ไปจนถึงต่อมต่างๆ ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมดุล และเมื่อพลังภายในร่างกายมีความสมดุล ก็จะเกิดการไหลเลื่อนของลมปราณอย่างคล่องตัว อิสระ ไม่ขัดข้อง จึงอาจถือได้ว่าเป็นการบำบัด รักษาตนเอง โดยอาศัยความสมดุลของพลังธรรมชาติ ด้วยพลังธรรมชาติที่ถูกกำหนดโดยตัวผู้ฝึกเอง
การฝึกชี่กงจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการบำบัด ป้องกัน และส่งเสริมให้สุขภาพทั้งกายและใจมีความสมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันร่างกาย และระบบไหลเวียนโลหิต ได้แก่ โรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมไปถึงโรคหรืออาการที่มีสาเหตุมาจากความเครียด เช่น โรคกระเพาะอาหาร ไมเกรน นอนไม่หลับ ฯลฯ เพระการฝึกชี่กงจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยสำคัญเพียง 3 ข้อเท่านั้น คือผู้ฝึกต้องมีความรู้ ทำความเข้าใจในหลักของการฝึก และต้องลงมือปฏิบัติจริง ๆ เท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญของวิชาชี่กง ก็คือ จิต (Mind) มิฉะนั้นแล้ว การฝึกชี่กงก็จะไม่มีความแตกต่างอะไรกับการออกกำลัง บริหารกายแบบธรรมดาๆ (General exercise)


อาจารย์ หยาง เผย เซิน ผู้เชี่ยวชาญพลังชี่กง
หลังจากเรียนรู้และฝึกวิชาชี่กงอย่างทุ่มเท อ.หยาง เผย เซิน ได้นำความรู้มาเผยแพร่โดยทำการสอน ในประเทศไทย
มากว่า 10 ปี เน้นการกำหนดจิต สร้างจินตนาการ เพื่อให้คลื่นสมองเบต้าเปลี่ยนเป็นอัลฟ่า ทำให้มีพลังเกิดขึ้นจากภาพใน
เป็นผลให้อวยัยวะภายในแข็งแกร่ง และสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง ป้องกันโรคและยังช่วยบำบัดโรคของตนเองได้เป็น อาทิ โรคไต เบาหวาน ภูมิแพ้ หัวใจ ความดันโลหิตสูง อัลไซเมอร์ อย่างดีอีกด้วย


พลังชี่กงจักรวาล
การฝึกพลังภายใน(ชี่กง)จักรวาลนี้ จะแตกต่างจากการฝึกพลังชี่กงตรงที่ จะเน้นให้ผู้ฝึก ฝึกการรับพลังต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในจักรวาลก่อน เพื่อนำไปสู่การออกกระบวนท่าต่างๆ โดยอาศัยความเชื่อที่ว่าในจักรวาลนี้มีสนามพลังงาน หรือคลื่นพลังงานที่ทรงอานุภาพมากมายมหาศาล เป็นต้นว่า พลังปราณ หรือพลังชีวิต พลังแม่เหล็กไฟฟ้า และพลังแห่งสรรพศาสตร์ทั้งหลายทั้งปวง ต่างๆ อีกมากมาย และเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์สามารถเปิดเครื่องรับ และปรับจิตวิญญาณของตนให้ตรงกับคลื่นพลังงานจักรวาลที่มีอยู่ ก็จะเป็นเสมือนการชาร์จกระแสไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดเพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่ง มีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บและสามารถขจัดโรคภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังถือเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณให้เข้าสู่สภาวะความสุขอย่างสูงไปในตัวด้วย
อาจารย์สินธุ์ ภิรมย์ภักดิ์ (รูป) ผู้เชี่ยวชาญ พลังชี่กงจักรวาล
“เป็นศาสตร์หนึ่งเดียวในโลก ที่ท่านจะพบกับความมหัศจรรย์ใจ เป็นการฝึกโดยการดึงพลัง จากจักรวาลมาปรับสมดุลให้กับร่างกาย”

พฤกษาบำบัด (Aromatherapy )
พฤกษาบำบัด สุคนธบำบัด อโรมาเธอราปี ต่างก็มาจากรากศัพท์เดียวกันคือ Aromatherapy ในภาษากรีก ซึ่งหมายถึง การบำบัดรักษา โดยการใช้กลิ่นหอม
พฤกษาบำบัดจึงเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ในการบำบัดโรค ที่ถูกสืบทอดมาแต่อดีต ซึ่งในน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดนั้นจะมีองค์ประกอบทางเคมี ที่หลากหลายมาอยู่รวมกัน ในปริมาณที่มากน้อยต่างกันไป หรืออาจกล่าวได้ว่าไม่มีสารสังเคราะห์ชนิดใดจะสามารถเลียนแบบธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อการบำบัดรักษาจึงต้องเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้น
และลำพังเพียงแค่การสูดดมกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของน้ำมันหอมแต่ละชนิดนั้น ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบำบัดรักษา เพราะอีกหนึ่งปัจจัยที่มิอาจละเลยได้ คือคุณสมบัติของการระเหยได้ของน้ำมันหอมระเหยนั่นเอง และด้วยคุณสมบัตินี้เอง โมเลกุลเล็กๆ ของน้ำมันหอมระเหยจึงจะสามารถจับกับตัวรับกลิ่นซึ่งมีอยู่ในเยื่อบุจมูก หรือแทรกซึมผ่านผิวหนังไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ แล้วถูกแปรเป็นสัญญาณไฟฟ้าเคมี ส่งต่อผ่านไปยังสมองส่วนกลาง เพื่อกระตุ้นหรือผ่อนคลายการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และสมองรวมถึงจิตใจและอารมณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะที่สมดุล
เพราะในน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นเหมือนกัน มีกลไกการออกฤทธิ์ต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ผลที่เกิดขึ้นกับอารมณ์และความรู้สึกในแต่ละบุคคลกลับไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วย

อัญมณีบำบัด
ใครจะเชื่อว่าการเกิดปฏิกิริยาหลอมรวม ตกผลึก ผุพัง หรือชะล้างของวัตถุธาตุภายใต้สภาวะแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมตามธรรมชาติ จะเป็นจุดกำเนิดของการเกิดวัตถุอันล้ำค่าอย่างหินแร่ ผลึกธาตุ และรัตนชาติ อันงามงด สวยสด เป็นที่ต้องตา และถูกใจ ใครต่อใครหลายๆ คน
ซึ่งหากมองในแง่ของศาสตร์แพทย์ทางเลือกแล้ว การนำเอาอัญมณีที่ถูกโฉลกมาสวมใส่ หรือ วางไว้ตามจุดจักระต่างๆ ของร่างกายนี้ มิได้มีเป้าประสงค์เพียงเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการเสริมฐานะ หรือใช้เป็นเครื่องประดับตบแต่งให้เจ้าของเกิดความงดงามเท่านั้น แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีพลังงานอยู่ในตัว ฉะนั้นทุกครั้งที่ร่างกายของคุณได้สัมผัส หรือจับต้องกับอัญมณี นั่นหมายถึงร่างกายของคุณกำลังได้รับการเยียวยาจากคลื่นหรือพลังความสั่นสะเทือนที่แฝงเร้นอยู่ในแร่รัตนชาติแต่ละชนิดซึ่งเขาจะสำแดงเดชออกมาทั้งในรูปแบบของการเสริม เพิ่ม ปรับ ดูดซับ หรือกระตุ้น ให้คลื่น หรือพลังต่างๆ ภายในร่างกายของคุณซึ่งอาจจะมีมากเกินไป มีน้อยเกินไป หรือเฉเบี่ยงออกไปจากความสมดุลตามธรรมชาติ จนร่างกายหรือจิตใจออกอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย เคร่งเครียด อ่อนเปลี้ย หรือเพลียล้าอยู่นั้น ให้กลับคืนสู่สภาวะที่มีความสอดคล้องและสมดุลกับธรรมชาติดังเดิม

สีบำบัด
ในแต่ละวัน ดวงตาของเราจะได้พบเห็นกับสีต่างๆ ที่มีอยู่มากมายหลายเฉด ซึ่งสีต่างๆนี้เกิดจากการดูดกลืนและสะท้อนของแสง ซึ่งสีแต่ละสีก็จะมีความยาวของคลื่น (Wave length) และความถี่ (Frequency) ที่ไม่เท่ากัน การมองเห็นแสงสีต่างๆ ในแต่ละครั้ง จอประสาทตาจะทำหน้าที่รับแสงสีต่างๆ เหล่านั้นไว้แล้วไปสื่อผ่านให้ต่อมไพเนียลที่อยู่ในสมองได้รับทราบ ซึ่งต่อมไพเนียลนี้นอกจากจะที่ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของคนเราแล้ว ยังสามารถแสดงปฎิกิริยาตอบสนองต่อสีต่างๆ ได้อีกด้วย ฉะนั้นการมองเห็นแสงสีในแต่ละครั้ง ร่างกายของคนเราจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับรู้ว่าเป็นสีอะไร เพราะในแต่ละสีนั้นยังมีคลื่นความถี่ การสั่นสะเทือน และความเข้มของแสงรวมอยู่ด้วย ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และร่างกายของคนเราอีกด้วย
และแม้ว่าจะได้มีการนำเอาพลังแห่งสีมาใช้ประโยชน์ในบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ กระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย เสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพจิตใจ จะยังไม่สามารถแสดงผลของการรักษาออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนในทันทีทันใดก็ตาม แต่การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน (หากคุณมิได้มีอาการของโรคตาบอดสี) ก็ยังต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับสีอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องใกล้ตัวเช่นการแต่งกาย ไปจนเรื่องไกลตัวเช่นการตกแต่งสถานที่ และสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว ก็ยังคงต้องมีการรักษาดุลยภาพของชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ การใช้สีจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้ก็เพื่อการดำรงไว้ซึ่งการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงนั่นเอง

อาหารแมคโครไบโอติก / อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Alternative diet)
ในยุคปัจจุบันแม้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่จะมีความเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ผลการวิจัยหลายฉบับกลับพบว่า ประชาคมโลกส่วนหนึ่งเกิดการเจ็บป่วยจากโรคที่มิได้มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายเสื่อมสภาพ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจากเรื่องใกล้ตัวอย่างพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ
แมคโครไบโอติก เป็นการปรับวิถีการใช้ชีวิต และดูแลสุขภาพสู่ความเป็นธรรมชาติ โดยการสร้างความสมดุลของพลังต่างๆ ที่มาประกอบรวมกันเป็นชีวิตคือร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ให้มากที่สุด ซึ่งการขจัดมลพิษ เพื่อการปรับร่างกายสู่ความสมดุลนี้ อาจจะเริ่มต้นโดยการหันมาบริโภคข้าวกล้อง ธัญญพืช ผัก และผลไม้ให้มาก โดยมีข้อแม้ว่าอาหารนั้นต้องปลอดจากสารพิษและการดัดแปลงทางพันธุกรรม หรือมีอยู่ตามธรรมชาติ ตรงตามฤดูกาล ที่มีความสด และสะอาด ตลอดจนการควบคุมการบริโภคน้ำตาลซึ่งจะมีส่วนช่วยลดการเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ถึง 50% การไม่ดื่มน้ำเย็น เพื่อทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นเพราะการบริโภคน้ำแข็ง จะส่งผลต่อระบบน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยหายไปถึง 50% บริโภคไขมันให้น้อยลง การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดประมาณคำละอย่างน้อย 20 -30 ครั้ง และอาหารแมคโครไบโอติก ไม่ใช่อาหารเจ หรืออาหารมังสวิรัติ จึงสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย และความต้องการ โดยเน้นที่ความสมดุลของร่างกายเป็นสำคัญ การรับประทานอาหารแนวแมคโครไบโอติก จึงมีส่วนช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด ซึ่งอาศัยหลักการยืดหยุ่นแบบหยิน และหยาง ซึ่งจุดสมดุลในร่างกายของแต่ละคนจะมีไม่เท่ากัน
ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าการดำเนินชีวิตแบบ แมคโครไบโอติก ยังเน้นในเรื่องของการออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้ขับพิษ เน้นเรื่องการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้รับความสดชื่น และการทำจิตใจให้ผ่องใส ทั้งนี้เพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกายและมีความสอดคล้องกับธรรมชาตินั่นเอง